10 ที่เที่ยวสุดฮิตช่วงหน้าหนาว

หนาวนี้..เที่ยวที่ไหน? เป็นคำถามที่คิดว่าหลายคนคงคิดอยู่ในใจกันขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะคะ เพราะนี่ก็เข้าหน้าหนาวเข้าไปทุกทีแล้ว ถ้าลาลมหนาวด้วยการอยู่บ้านเฉยๆ คงจะเฉาแน่นอน เพราะฉะนั้น หนาวนี้เที่ยวไหน ? จะไม่เป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้อีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะเราได้รวบรวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวที่น่าสนใจสุดๆ ก่อนลมหนาวจะโบกมือลาหายไป มารวมไว้ให้แล้ว มีที่ไหนบ้าง ตามไปเที่ยวกัน !!!

1. ดอยอินทนนท์

image001

แน่นอนว่า หนาวไหนๆ ก็ต้องไม่พลาดกับการขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เพราะที่นี่เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี รับรองว่าได้สัมผัสกับอากาศหนาวแบบเต็มๆ นอกจากนี้ บนดอยอินทนนท์นั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายจุด เช่น น้ำตกแม่ยะ โครงการหลวง เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ฯ
2. ดอยอ่างขาง

image003

ดอยอ่างขางนั้นเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีโครงการวิจัยผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาว ตั้งอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไป 137 กม. นั่นเอง อากาศบน ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่นั้นจะหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง หรือที่เรียกกันว่า แม่คะนิ้ง

3. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

image005

ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูงสลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนทำให้ที่นี่เป็นอีกที่เที่ยวที่ควรมาในหนาวนี้ นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังเป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ทำให้ฤดูหนาวอากาศเย็น และลมแรง

4. เขาค้อ

image007

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า อุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ นั้นมีอากาศเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหน้าหนาวจะอากาศดีขนาดไหน นอกจากนี้เขาค้อนั้นมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยว
จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบริเวณเขาค้อมีหลายแห่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ พิพิธภัณฑ์อาวุธ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ นอกจากนี้ ยังมีพระบรมธาตุเจดีย์ พระตำหนักเขาค้อ อีกด้วย

5. ภูทับเบิก

image009

ภูทับเบิก หรือ ทับเบิก นั้นอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับทะเลประมาณ 1,768 เมตร เป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์เลยทีเดียว ที่นี่มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา สามารถชมทะเลหมอกได้ในตอนเช้าตรู่ นอกจากนี้ภูทับเบิกยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง และไร่กระหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้เลยทีเดียว

6. ภูกระดึง

image011

ที่เที่ยวอันดับต้นๆ ของหน้าหนาว หนีไม่พ้น “ภูกระดึง” จ.เลย ไปไม่ได้เด็ดขาด ความสวยงามของธรรมชาตินั้นมารวมกันอยู่ที่นี่ไว้อย่างครบถ้วน บรรยากาศความสวยงามของภูกระดึกติดอยู่ในใจของนักท่องเที่ยวหลายคนอย่างไม่รู้ลืมทีเดียว สำหรับจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง ได้แก่ ผานกแอ่น ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามมากแห่งหนึ่งในประเทศไทย

7. ปาย

image013
เมืองสามหมอก “ปาย” จ.แม่ฮ่องสอน นั้น แน่นอนว่าติดอันดับที่เที่ยวสำหรับหนาวนี้แน่นอน ด้วยความที่เมืองเล็กๆ นี้ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูง และเป็นรอยต่อชายแดนไทย – พม่า ซึ่งในช่วงฤดูหนาวนั้นขะมีอากาศเย็นจัด ที่แห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำค้างจางๆ ยามเช้า และด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ทำให้เมืองปายยังคงความเป็นธรรมชาติไว้สูง

8. เขาใหญ่

image015

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้นครอบคลุม 4 จังหวัด นับว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย แน่นอนว่า เขาใหญ่นั้นอากาศหนาวเย็นในช่วงหน้าหนาวมาก และด้วยความใกล้กรุงเทพฯ ทำให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย สถานที่ท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ำตกเหวนรก น้ำตกเหวสุวัต หอส่องสัตว์ ฯ

9. วังน้ำเขียว

image017

อากาศแสนบริสุทธิ์ หมอกที่ลงจัด อากาศหนาวกำลังดีที่วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ทำให้หนาวนี้ วังน้ำเขียวติดอันดับที่เที่ยวหน้าหนาวของเราด้วย วังน้ำเขียวนั้น เป็นอำเภอเล็กๆ ที่เงียบสงบ และมีอุดมความสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่มาก และที่นี่ยังเป็นแหล่งชมกระทิงที่สำคัญอีกด้วย จุดท่องเที่ยวที่วังน้ำเขียวมีหลายจุดด้วยกัน เช่น เขาแผงม้า ผาเก็บตะวัน

10. สวนผึ้ง

image019

สวนผึ้ง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดราชบุรี ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ ภูเขา และน้ำตกค่ะ เสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากไป สวนผึ้ง นั่นก็คือ “แกะ” สีขาวขนปุย และรีสอร์ทสวยที่ตกแต่งด้วยไอเดียแจ่มๆ หลากแบบหลายสไตล์นั่นเอง
เพื่อความสนุกสนานและสะดวกสบายที่สุดในทริปนี้ของคุณ อย่าลืมเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องข้อมูล และสัมภาระเพื่อใช้งานทั้งหลาย สำหรับการจัดกระเป๋าเดินทางไปท่องเที่ยวในหน้าหนาวนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เครื่องทำความร้อน เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ขนาดพอดี กะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย
อ้างอิง
www.travel.truelife.com

หลอดฮาโลเจน

หลอดฮาโลเจน

หลอดฮาโลเจน (Halogen lamp) เป็นหลอดที่อาศัยการกำเนิดแสงจากความร้อนโดยการให้กระแสไฟไหลผ่านไส้หลอดที่ทำด้วยทังสเตนจนร้อน แล้วเปล่งแสงออกมา เช่นเดียวกับหลอด Incandescent ต่างกันตรงที่มีการบรรจุสารตระกูลฮาโลเจน ได้แก่ ไอโอดีน คลอรีน, โบรมีนและฟลูออรีน ลงในขวดแก้วที่ทำด้วยควอทซ์ สารที่เติมเข้าไปนี้จะป้องกันการระเหิดตัวของไส้หลอด ซึ่งทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000-3400 องศาเคลวิน ช่วยให้หลอดมีอายุยาวนานขึ้นกว่าหลอด Incandescent ราว 2-3 เท่า คือ 1500-3000 ชั่วโมง มีประสิทธิผลสูงกว่าหลอด Incandescent คือประมาณ 12-22 lm/w และสีของลำแสงขาวกว่าคือมีอุณหภูมิสีประมาณ 2800 องศาเคลวิน ทำให้มีค่าดัชนีความถูกต้องของสีสูงถึง 100% ปกติหลอดจะมีลักษณะยาวตรง แต่ก็มีรูปทรงอย่างอื่นเพื่อให้เหมาะกับลักษณะงานที่ต่างกัน เช่น หลอดที่ใช้ในเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ หรือเครื่องฉายสไลด์ เป็นต้น

หลักการทำงาน
1. เมื่อมีกระแสไฟไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด
2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น
3. โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพ และวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน
4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมด เหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด
อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสแตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด Incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94-0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด

โคมไฟอ่านหนังสือ

ส่องสินค้าในตู้โชว์

ข้อควรระวัง
1. หลอดฮาโลเจนทุกประเภท ห้ามใช้มือเปล่าจับตัวหลอดเด็ดขาด ถ้าจับแล้วต้องใช้ผ้าแห้งสะอาดชุบแอลกอออล์เช็ดให้ทั่ว แล้วปล่อยให้แห้ง จึงสามารถเปิดใช้งานได้ มิเช่นนั้นกระเปาะแก้วจะเกิดคราบสีดำปิดกั้นแสง ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
2. ห้ามจับหลอดขณะใช้งานเนื่องจากอุณหภูมิสูงมาก
3. อย่าติดตั้งหลอดอาโลเจนใกล้กับวัสดุไวไฟ เช่น ทินเนอร์, เบนซิน หรือวัตถุที่ไวต่อความร้อน
4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสจานสะท้อนแสงของหลอดฮาโลเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สาร Dichroic เสียหายimage002 image003 (1)
การใช้งาน

image007 (1)

โคมไฟอ่านหนังสือ

image005 (1)

ส่องสินค้าในตู้โชว์

อ้างอิง
วิศวกรรมไฟฟ้า ราชมงคล

วิธีป้องกันโรคที่มาพร้อมฤดูหนาว

ฤดูหนาวถึงแม้จะเป็นฤดูที่หลายๆคนชอบ แต่ก็เป็นฤดูที่อาจนำความเจ็บป่วยบางอย่างมาให้กับคนเราโดยเฉพาะ ถ้าเราดูแลสุขภาพไม่ดี ถึงแม้ประเทศไทยอากาศจะไม่หนาวเท่ากับหลายๆประเทศ แต่อุณหภูมิในฤดูหนาวบางปีและในบางพื้นที่ ก็สามารถทำให้เราเจ็บป่วยได้ ตัวอย่างโรคที่มาพร้อมฤดูหนาว ได้แก่
• โรคไข้หวัด
ในโลกเรามีเชื้อไวรัสหวัดเป็นร้อยชนิด ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการสูดอากาศที่มีเชื้อโรคนี้ปนอยู่ อาการประกอบด้วยไอ จาม คัดจมูกน้ำมูกไหล ระคายคอ มีไข้ โดยทั่วไปจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์ โรคนี้จะหายได้เองโดยธรรมชาติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

การดูแลรักษาขณะที่ไม่สบาย ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังหรือทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็น ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำผลไม้ รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาเหล่านี้ไม่ได้ลดจำนวนวันของอาการไม่สบายลง

• โรคไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่จะมีการระบาดใหญ่เป็นประจำในช่วงฤดูหนาว เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดเอ บี และซี

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดซีนั้น พบน้อยในวงแคบและไม่รุนแรง ส่วนชนิดบีพบเฉพาะในคน ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการรุนแรง แต่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอนั้นพบได้ในคนและสัตว์นานาชนิด สามารถก่อโรคได้รุนแรง และเป็นปัญหาของโลก เกือบทุกปี เพราะแพร่ระบาดในหลายพื้นที่

เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางทางเดินหายใจ ซึ่งเชื้อโรคจะมาจากน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย เมื่อมีการไอ จามทำให้เชื้อแพร่กระจายในอากาศ แล้วเราสูดเข้าไปในทางเดินหายใจและทำให้เกิดโรคภายใน 1-3 วัน

นอกจากนั้น อาจติดต่อโดยการที่เราไปจับสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ โทรศัพท์ เป็นต้น แล้วมาจับบริเวณใบหน้าเรา ทำให้เชื้อเข้าไปในร่างกายทางจมูกได้

โดยส่วนใหญ่โรคนี้ไม่ได้อันตรายร้ายแรงกับคนทั่วๆไป แต่ในผู้ป่วยบางกลุ่มเช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจวาย เบาหวาน โรคไตวาย ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้มาก เช่น เกิดปอดอักเสบติดเชื้อ ทั้งจากไวรัส ไข้หวัดใหญ่เอง หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมา

อาการของไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ซึ่งมักมีอาการมากในช่วง 3-4 วันแรก หลังจากนั้นอาจมีเจ็บคอ ไอแห้งๆ คัดจมูกน้ำมูกไหล โดยทั่วไปมีอาการอยู่ประมาณ 7-10 วัน ผู้สูงอายุอาจมีอาการไม่ชัดเจน (atypical presentations) ได้บ่อย บางครั้งอาจมีไข้ อ่อนเพลีย ซึม สับสน หรือการช่วยเหลือ

การรักษาเมื่อมีอาการไม่สบายแล้ว ก็เหมือนกับการรักษาไข้หวัดดังกล่าวแล้ว ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการไรย์ (Rye syndrome) ได้ สำหรับยากดการเพิ่มจำนวนของไวรัส ได้แก่ Amantadine, Rimantadine และ Neuraminidase inhibitors (oseltamivir และ zanamivir) นั้น มักไม่ต้องใช้และไม่ค่อยมีในโรงพยาบาลทั่วไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ และปัจจุบันไวรัสมีการดื้อยามากขึ้น ส่วนใหญ่ใช้ในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง

• อาการหอบหืดในผู้ป่วยโรคหอบหืด และโรคปอดเรื้อรังกำเริบ
ผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรังบางราย อาจมีอาการกำเริบหอบเหนื่อยมากขึ้นในฤดูหนาว โดยเฉพาะหากติดเชื้อไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวจึงต้องดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อไม่ให้ติดไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ใช้เครื่องทำความร้อนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ควรมียาแก้หอบหืดติดตัว และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วย

• โรคภูมิแพ้
ช่วงฤดูหนาว คนที่มีโรคภูมิแพ้อากาศอยู่เดิม อาจมีอาการมากขึ้นได้ โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยนใหม่ๆ หรือบางคนที่แพ้ตัวไรในฝุ่น ซึ่งอยู่ตามที่นอน แพ้ควันบุหรี่ แพ้ขนสัตว์ ในช่วงฤดูหนาวอาจมีอาการมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสอยู่ในบ้านมากขึ้นร่วมกับคนที่สูบบุหรี่ และสัตว์เลี้ยง ซึ่งก็มักอยู่ในบ้านในช่วงฤดูหนาว ทำให้คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิมมีโอกาสได้รับการกระตุ้นจากสิ่งที่แพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการคันจมูก คันตา จาม มีน้ำมูกใสๆ คัดจมูกอยู่ตลอดได้

ผู้ป่วยบางรายมีผื่นนูนคันเวลาอากาศเย็น (cold-induced urticaria) โดยมักมีอาการในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยน อาจมีตุ่มนูนคันขึ้นในบริเวณที่ถูกอากาศเย็นได้ ในช่วงนี้ควรดูแลสุขภาพให้ดี หลีกเลี่ยงอากาศที่หนาวจัด สวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่อบอุ่น บางรายถ้ามีอาการมาก อาจต้องรับประทานยาแก้แพ้อากาศ เพื่อลดอาการลง

• อุณหภูมิในร่างกายต่ำเกินไป (Hypothermia)
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่อาจเกิดปัญหาอุณหภูมิในร่างกายต่ำเกินไป (hypothermia) ขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในบางรายที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ในบางพื้นที่ของประเทศที่มีอากาศหนาวมาก โดยเฉพาะถ้าต่ำกว่า 15-18 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้

การดูแลป้องกันคือ การพยายามรักษาความอบอุ่นของร่างกายสม่ำเสมอ ใช้เครื่องทำความร้อนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย รับประทานอาหารครบถ้วน และพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศหนาวจัด

• ผิวหนังแห้ง ลอก และคัน
ในช่วงอากาศหนาว ความชื้นในอากาศมักลดลง ความชื้นที่ผิวหนังก็จะลดลงไปด้วย อาจทำให้ผิวแห้ง คันและลอกได้ ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหากับคนที่ผิวแห้ง หรือผู้สูงอายุที่มีต่อมไขมันทำงานลดลง และความชื้นของชั้นผิวหนังน้อยอยู่แล้ว

การป้องกันและแก้ไข คือ การใช้สบู่อ่อนๆ ไม่ขัดผิวมาก ไม่ควรแช่น้ำอุ่นนานๆ อาจอาบน้ำลดลงเป็นวันละครั้ง และทาครีมหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำขณะที่ผิวยังหมาดๆอยู่

จะเห็นได้ว่าในฤดูหนาวนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้หลายอย่าง การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคหรือตัวกระตุ้นโรคภูมิแพ้ ดังกล่าวแล้ว เป็นสิ่งที่สามารถลดโอกาสความเจ็บป่วยลงได้ครับ
อ้างอิง
(ข้อมูลจากเว็บไซต์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล)

(จากนิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 168 ธันวาคม 2557 โดย รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

 

โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว

โรคซึ่งมักพบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว 6 โรค ตามประกาศกรมควบคุมโรค ได้แก่ โรคไข้หวัดและ ไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคสุกใส และโรคอุจจาระร่วง รวมถึงโรคที่เกิดจากสภาพอากาศที่แห้ง เช่น โรคผิวหนัง และการเสียชีวิตของผู้สูงอายุด้วยภัยหนาว

 

จากข้อมูลของประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคที่เกิดในฤดูหนาว ระบุว่า อากาศที่เปลี่ยนแปลงนั้น หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ โรคที่เกิดในฤดูหนาว มักจะเกิดกับเด็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่

 

ไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายโดยการหายใจ และเชื้อจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย จึงติดต่อได้โดยการสัมผัส แพร่กระจายในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก และอากาศไม่ถ่ายเท เช่น โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า

โรคปอดบวม เป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อโดยตรง ติดต่อได้จากการหายใจ และน้ำมูกน้ำลาย จึงสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน มีระยะการฟักตัวของโรค 1-3 วัน
ปอดบวม เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด น้ำหนักตัวน้อย เด็กในวัยขวบแรก เด็กขาดสารอาหาร ส่วนใหญ่ปอดบวมจะเกิดหลังจากโรคหวัดประมาณ2-3วันหากเกิดในเด็กเล็กให้ระวัง อาการช็อก

โรคหัด เกิดจากเชื้อไวรัสหัด พบบ่อยในเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปี ติดต่อได้ง่ายเพียงการไอจามรดกัน หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย ระบาดในช่วงฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน จะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง จะรุนแรงมากขึ้น และผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 ไข้จะลดเมื่อผื่นกระจายทั่วตัว ระหว่างนั้นอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบ และภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะเด็กที่ขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก หากมีปอดอักเสบร่วมด้วยอาจทำให้เสียชีวิตได้

หัดเยอรมัน เกิด จากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการไข้ มีผื่นคล้ายหัด แต่บางรายก็ไม่มี ในเด็กเล็กจะมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในผู้ใหญ่จะมีอาการประมาณ 1-5 วัน ติดต่อได้จากการหายใจ หากอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ

โรคสุกใส มักเกิดในเด็กอาการเริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ เหมือนไข้หวัด หัด ไข้หวัดใหญ่ แล้วจะมีผื่นแดง ตุ่มนูน และเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 นับแต่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นจะเป็นหนอง เริ่มแห้งตกสะเก็ด ในช่วง 5-20วันผื่นอาจขึ้นในคอตาและปากโดยทั่วไปจะไม่เกิดโรคแทรกซ้อน

โรคอุจจาระร่วง มัก เกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป ติดต่อทางน้ำลาย น้ำมูกได้ ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่บางคนอาจขาดน้ำรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล ดูแลร่างกายให้อบอุ่น เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ร้อน น้ำสะอาด สามารถจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง

 

 

อ้างอิง

ที่มา : กรมควบคุมโรค

 

เทคนิคการเตรียมของ ท่องเที่ยวในหน้าหนาว

ถึงเวลาปลายปีเทศกาลวันหยุดยาวและหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ หลายคนคงมีจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อน ท่องเที่ยวอยู่ในใจ เพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นและธรรมชาติแสนงดงามของฤดูกาลนี้ ซึ่งถ้าจะท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนานก็ควรเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องข้อมูล และสัมภาระเพื่อใช้งานทั้งหลาย ดังนั้นเพื่อในทริปนี้ของคุณสนุกสนาและสะดวกสบายที่สุด เรามีคำแนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการจัดกระเป๋าเดินทางไปท่องเที่ยวในหน้าหนาวช่วงปลายปีอย่างนี้มาฝากกัน

 

  1. ควรเตรียมเสื้อแขนยาว เสื้อกันหนาว เสื้อแจ็คเก็ต เสื้อโค้ท
    2. กางเกงเล็กกิ้ง กางเกงยีนส์ ถุงน่อง
  2. หมวกกันหนาว ที่ปิดหูกันหนาว ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่
    4. ถุงมือ
    5. ถุงเท้า ที่สำคัญควรมีถุงเท้าแบบยาวด้วยเพราะช่วยเรื่องความอบอุ่นได้มากเวลาเข้านอน
    6. รองเท้าผ้าใบดีๆ จำเป็นมากเพราะใส่แล้วเดินสบาย คล่องตัว รองเท้าบูทก็สำคัญเพราะใส่แล้วเท้าอบอุ่น
  3. ครีม/โลชั่นถนอมความชุ่มชื่นของผิวหน้า ผิวกาย และมือ
  4. ครีม/โลชั่นกันแดด แม้ฤดูหนาว แต่ในบางแห่งก็อาจมีแดดในตอนกลางวันได้เช่นกัน

9 . น้ำมันใส่ผม โลชั่นบำรุงผมต้องใช้ลูบให้ทั่วศีรษะทุกวัน มิฉะนั้นผมจะดูแห้งกร้านจากสภาพอากาศ

  1. น้ำตาเทียม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์หรือมีปัญหาตาแห้ง
  2. ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ และยาประจำตัว
  3. ลิปบาล์มหรือลิปกลอส เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก
    13. แว่นกันแดด
  4. เครื่องทำความร้อน เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ขนาดพอดี กะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย

อ้างอิง

http://travel.mthai.com/travel_tips/70699.html

http://www.stou.ac.th/study/sumrit/2-58(500)/page8-2-58(500).html

http://www.skyscanner.co.th/news/

8 วิธี พิชิตภัยหนาว

8 วิธี พิชิตภัยหนาว

การป้องกัน ดูแลรักษาร่างกายเพื่อรับมือกับหน้าหนาวต้องรู้ก่อนว่าควรเตรียมอะไร เพื่อเราจะได้รู้ทันโรคและภัย ที่กำลังมาเยือนในช่วงนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรมีการดูแลสุขภาพ และป้องกันภัยหนาวอย่างถูกวิธี ดังนี้
1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของ
ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น
3. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัด
4. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลี กับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกาย
เสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
6. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากเราอาจไปสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได
ลูกบิด ประตู แก้วน้ำ เป็นต้น โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยา ล้างมืออื่น ๆ
7. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมาก
ควรใช้เครื่องทำความร้อนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
8. ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศ
หนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว
ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ

เราควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพตลอดเวลา เพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ การที่เราสุขภาพที่ดี อาจทำให้เราเจ็บป่วยน้อยลง
“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”
อ้างอิง
http://www.vibhavadi.com/health_detail.php?id=313
กรมควบคุมโรค